Money can’t buy happiness, right?

Rhetoric estimates that “If money can’t buy happiness Then transfer it to (me) us” would be liked by most people. Regardless of whether deep down, would you agree or not? The basic reasoning is simple, since everyone still needs money.

When we look around, how many people have enough money to say, “Money can’t buy happiness” with full mouth There are only a few percent of the millionaires, the billionaires (rich over a billion dollars) are over 3,000 people, while the world has a population of over 7 billion people (2021). only about 0.00000004 percent

Which doesn’t have to be super-millionaire level. Let’s roughly assume that just 1% are people who have enough money. To buy whatever you want, so the other 99% are people who need money. Even this is a social inequality that is getting more serious every day that many people may struggle more for money. But I’m not saying that 99% of them will believe that money can buy happiness..

Money can buy happiness (not)?
“It is better to have money than no money” or more is better than less. Having said this, no one would argue for sure. because in those who say Money can’t buy happiness. He wasn’t mean. “Without money, you will be happier” When will it be lost? (So ​​they don’t transfer them to us 😛 )

On the one hand, it’s not that people have or had only had a lot of money, so had the right to look at Money can’t buy happiness, just like people who don’t have money. Lack of money only to see money can buy happiness Because in people with money, they think that money can buy happiness.

Talking is not finished because “Our happiness is not the same” and not only If someone’s happiness is having a cool car, wearing beautiful accessories, or other things. Of course money can buy But if some people’s happiness is playing with their children. a trip to the forest Doing a hobby or being loved like this money can’t buy. In other words, there is no need for money to buy.

If you continue to ask, is that true happiness or not? We can’t make a decision or make another issue, let’s talk about it. because our happiness is not the same

In addition, “happiness” people often have more than one thing, so one person’s happiness, some things, money can buy. Some things can’t be bought. These should be enough to answer that. Money can buy happiness/can’t buy happiness It depends on what kind of happiness the person is…

Money can buy some happiness and some suffering. Money can’t help.

In the case of those who say “Money can’t buy happiness” can mean more “suffering”, such as someone who is sick with no cure, someone who has lost a loved one, someone who wants to fix the wrong thing back, someone who was. misusing money and people who never know What is your own happiness actually? When money can’t be fixed or help get out of that suffering. As such, money really doesn’t mean anything.

Therefore, we may say that “Money can buy some happiness and some suffering. Money can’t help anything” or “Money can buy happiness. But we can’t free us from suffering.” Depends on how one’s happiness and suffering are.

Money, happiness and suffering
When you have money, you may be happy, and if you have money, you may not have to suffer.
But happiness and sorrow are different things.
Therefore, having money may be happy. but there may be suffering or have money, may be out of suffering But it’s also not going to be happy for siteblogs.

Suffering that comes from “lack of” in things that can be bought when enough money Suffering will disappear
The happiness of “acquiring” things that can be bought When money is enough, you may be happy.

But “lack of” anything is not “not enough”, otherwise, no matter how much you buy, you won’t be free from suffering.
and if getting “acquired” in what is not true happiness No matter how much you buy, you won’t be happy either.

If “happiness is just not suffering”, that might make you feel lacking, don’t feel like you don’t want a lot of money, it’s not necessary…

P.S. The word “has money” now we know well means “a lot of money, rich” and the word “no money” means not having a lot of wealth. suffering in today’s world omitted in the base of understanding

Email Hosting สำคัญแค่ไหน

การทำงานของ Email hosting เรื่องง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้

การทำงานของ Email hosting/server

ไม่ว่าคุณจะมองไปทางไหน เพื่อนที่โรงเรียน จนถึงเพื่อนร่วมงาน ทุกๆคนต่างก็มี Email และใช้งานมันทุกวัน ไม่มากก็น้อย ทั้งในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการใช้งานธุรกิจ มากกว่านั้นบางหน่วยงานที่มีชื่อเสียงของโลกก็ยังใช้ Email ในการติดต่อสื่อสารกัน

ในเมื่อ Email มีความสำคัญในชีวิต ดังนั้นลองมาทำความเข้าใจ
การทำงานกันมั้ย ?
หลายๆคน คงคิดว่า Mail Server มีการทำงานที่มีความสลับซับซ้อนสูง ยิ่งถ้าเราไม่ได้ทำงานด้าน IT ด้วย ยิ่งไม่ต้องสนใจใหญ่เพราะยังไงเราก็ใช้งานเป็นแค่ End User ถ้าคุณยังมีทัศนะคติแบบนี้ เท่ากับคุณกำลังบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ หรือข้อมูลส่วนตัวของฉันที่อยู่ใน Email ฉันไม่จำเป็นต้องเข้าใจมัน และเราก็มีหน้าที่ใช้งานไปเรื่อยๆ และเมื่อเกิดปัญหาการใช้งานเมื่อไหร่ ความเสียหายร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณอย่างมหาศาล ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นความเสียหายเหล่านี้เกิดขึ้นกันมาบ้างแล้ว

บทความโดย
บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด
ผู้ให้บริการ Email Hosting อันดับ 1 ของประเทศไทยที่บริษัทชั้นนำเลือกใช้
คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>

แต่ถ้าคุณทำงานในแวดวง IT ด้วยแล้ว คุณยิ่งจำเป็นต้องมีเป็นบุคคลที่มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานของ Email Hosting มากกว่า

ในที่นี้ผู้เขียนจะเขียนอธิบายให้ง่ายที่สุดโดยจะพยายามหลีกเลี่ยงคำศัพท์ทางเทคนิค หรือข้อความที่ผู้อ่านเข้าใจยาก

เมื่อพร้อมแล้วมาดูกัน ว่า Email Hosting มีการทำงานกี่แบบ

แบบที่ 1 ผู้เขียนขอเรียกว่า Email Hosting ที่อยู่ในเครื่องเดียวกันกับ Web Hosting (หรือเรียกอีกอย่างว่า ไหนๆก็มี Web Hosting แล้วต้องใช้ให้คุ้ม)

Email เป็น Function พื้นฐาน ที่ทุกๆ Web Hosting ทุกที่นั้นให้บริการแถมมาด้วย
ข้อดี สำหรับความคิิดเห็นของผู้เขียนมีอยู่อย่างเดียว คือ มันถูกและประหยัด
แต่สำหรับข้อเสียนั้นเพียบ เพราะเท่ากับคุณฝากความหวังไว้ที่ Web Hosting ทั้งหมด
ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ถูกต้อง และการทำงานก็จะไม่มีประสิทธิภาพด้วย

โลกแตกทันที เมื่อ Web Hosting ล่ม การทำงานของ Email ก็ต้องล่มไปด้วย
หรือ ถ้ามันไม่ล่มให้คุณลองคิดดูว่า Email ของคุณถูกเก็บไว้ใน Server 1 เครื่อง ที่ประกอบด้วย
เว็บเป็นพันๆ เว็บ และมีอีเมล์อีกจำนวนมหาศาล ดังนั้น ถ้ามันรวน ขึ้นมาซึ่งพบได้บ่อยมาก
คุณก็จะไม่สามารถใช้ Email ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แบบที่ 2 การทำงานแบบ ให้ Web Hosting ชี้ค่าไปยัง Email Hosting อีกที ซึ่งการทำงานแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความเสถียรของการใช้งานได้ดีได้ระดับหนึ่ง เพราะ การทำงานของ Web hosting กับ Email Hosting อยู่คนละตัว
Email Hosting ปลายทาง
การทำงานลักษณะนี้ จะเห็นได้ว่า Web Hosting มีหน้าที่เป็นแค่ตัวส่งข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Email ไปให้ Email Hosting ทำงาน ซึ่งอยู่คนละเครื่องกัน ทำให้การทำงานของระบบ Email นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ Server แยกการทำงานกัน

จากการอธิบายข้างต้นอาจจะเห็นได้ว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้การทำงานของ Email นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ก็ไม่ได้แสดงว่ามันจะดีเสมอ จากภาพจะเห็นได้ว่า ในกรณ๊ที่ Web Hosting ของคุณนั้นล่ม, Web Hosting ในฐานะที่ทำงานเป็นหน้าที่ชี้ตำแหน่ง Email Hosting แต่ก็กลับชี้ไม่ได้ ทำให้ Email ไม่สามารถส่งเข้ามาได้
การทำงานแบบที่ 3 ให้ตัว Domain มีหน้าที่ชี้ไปเองโดยตรง (Domain Server Point)
ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด จากประสบการณ์ของผู้เขียน เพราะ Domain Server ที่มีหน้าที่ในการชี้ค่าว่า ถ้าเป็นเว็บไซต์ให้ไปหา Web Hosting ตัวไหน, Email ให้ไปหาที่ Server ตัวไหน นั้นล่มได้ยากมาก, เพราะผู้ให้บริการจด Domainname นั้นในโลกนี้ ถ้าคิดกันจริงๆ มีอยู่ไม่กี่เจ้าที่เหลือส่วนมากเป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายซึ่งระบบแม่จริงๆ ก็คือ ระบบเดียวกัน ถ้าผู้ให้บริการ Domainname ปล่อยให้ระบบ DNS นั้นล่ม ก็จะมีผลต่อเว็บทั่วโลก

บทความโดย
บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด
ผู้ให้บริการ Email Hosting อันดับ 1 ของประเทศไทยที่บริษัทชั้นนำเลือกใช้
คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>

การใช้งานแบบนี้เป็นการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในทางปฎิบัติแล้ว User ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงหน้า Control Panel ของตัว Domainname เองได้ เพราะผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะไม่ให้ หากคุณไม่ขอ และมีผู้ใช้งานจำนวนมากพบว่าผู้ให้บริการ Domain ของท่าน นั้นปิดกิจการไปแล้ว ทำให้คุณไม่รู้ว่า คุณจะต้องไปขอ Password เหล่านี้จากใคร นี้เป็นหลักการคิดที่สำคัญเลยทีเดียวว่า หากคุณกำลังซื้อสินค่าหรือบริการ ประเภท Hosting ต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความมั่นคงจริงๆ ถึงแม้ว่าราคาต่างกันอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ก็ทำให้ความเสี่ยงของคุณนั้นน้อยลงไปด้วย

แต่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก
ตามหลักการแล้ว ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะบอกว่าการใช้งานในรูปแบบนี้ มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่หากผู้ให้บริการ Domainname นั้นล่มขึ้นมาจริงๆ ซึ่งเราเคยได้ยินข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า Godaddy ผู้ให้บริการ จด Domain รายใหญ่ของโลกระบบ ล่มไปประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ก็เป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์, ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นจริงๆ คือ ทั้งเว็บ และ Email ของคุณจะใช้งานไม่ได้ทันที

Virtual Private Server

Virtual Private Server (VPS) คือเซิร์ฟเวอร์เสมือนในรูปแบบของ Cloud VPS Server Service หรืออีกชื่อหนึ่ง ที่เรียกว่า Virtual Dedicated Server (VDS) หรือ Server นั่นเอง บางคนเรียกกันว่า VPS Hosting ซึ่งก็คือรูปแบบการทำงานที่ทำให้ Server 1 เครื่อง สามารถจำลองการทำงาน เสมือน Dedicated Server หลายๆ เครื่อง โดยอยู่บน Server เครื่องเดียวกัน ด้วยระบบปฏิบัติการ Linux และ Windows โดย Server ของแต่ละ เครื่องอาจจะมีการจำลองไว้หลายๆ Virtual Private Server (VPS Server) โดยในแต่ละ Virtual Private Server (VPS) ก็จะถูกจัดสรรควบคุมดูแลโดย Server หลัก และที่สำคัญหาก VPS ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียหาย จะไม่มีผลต่อการทำงานของ VPS ตัวอื่นๆ ในระบบ ด้วยเหตุนี้ VPS จึงมีประสิทธิภาพสูง และความเสถียรมากกว่า Shared Hosting เพราะไม่ต้องแบ่งการใช้งานกับใครเช่นการใช้บริการ Shared Hosting นั่นเอง นอกจากนี้ VPS ยังมีความ ยืดหยุ่นกว่า Shared Hosting เพราะสามารถปรับเปลี่ยน Configurations ของซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ตรงตามกับความต้องการใช้งาน ด้วยประสิทธิภาพ เกินคุ้ม ราคาย่อมเยาว์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรองรับเว็บไซต์ของธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป

ทำไมต้องเลือก เซิร์ฟเวอร์เสมือนของ VPS Server Service

  • ประหยัดมากกว่าเมื่อเทียบกับราคาของ Dedicated Server แต่มีระบบจัดการที่เหมือนกับ Dedicated Server ต่างกันคือ Virtual Private Server (VPS) เป็นการแบ่งทรัพยากรของ Server 1 เครื่อง ไปยัง Virtual Private Server (VPS) หลายๆ ตัว ในขณะที่ Dedicated Server ทรัพยากรทั้งหมดของ Server เครื่องนั้นไม่ต้องแบ่งไปใช้กับใคร แต่ Virtual Private Server (VPS) ของเรามีการแบ่งทรัพยากรได้เต็ม ประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับผู้ร่วมใช้บริการ Server ทุกรายตามแพลนที่เลือกใช้
  • เชื่อถือได้มากกว่าบริการ Colocation และราคาถูกกว่า อีกทั้งเราใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของ Dell Power Edge ซึ่งเป็นรุ่นที่คุณภาพสูงมาก โดยอัตราการ Down Time อยู่เพียงแค่ 0.01% เท่านั้น!!
  • สามารถจัดการควบคุมการใช้งานได้ด้วยตัวเอง เช่น Remote Desktop (RDP) หรือ SSH ได้ด้วยตนเอง
  • สามารถติดตั้งโปรแกรมได้เอง ปรับเปลี่ยน/เปิดปิด Port ต่างๆ ปรับเปลี่ยน Configurations ของซอฟท์แวร์ต่างๆ เช่น Apache, IIS, PHP, Perl modules, MySQL และ อื่นๆ